สิงโตน้ำเงินคราม อาจจะทำให้แฟนบอลเสียวท้องน้อยนิดหน่อยในแมตช์ที่พวกเขาสอย คริสตัล พาเลซ 3-1 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะพวกเขาดันปล่อยให้ “ดิ อีเกิ้ลส์” ตีเสมอได้ ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น “สิงโตน้ำเงินคราม” แทบจะเหนือกว่าทุกกระบวนยุทธ์

อย่างไรก็ตาม แมตช์นี้ เอแด็น อาซาร์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีความสำคัญกับทีมมากแค่ไหน เพราะเพียงแค่เปลี่ยนตัวลงมาเล่นในช่วงครึ่งหลัง ดาวเตะชาวเบลเยียม ให้เวลาไม่ถึงนาทีก็ช่วยพลิกเกมให้ต้นสังกัดพลิกสถานการณ์กลับขึ้นมานำได้อย่างสุดยอด

1.เอ็นโกโล่ ก็องเต้ สำคัญเสมอ

ก็องเต้ ต้องเล่นในตำแหน่งกองกลางฝั่งขวา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะเขาเป็นนักเตะที่มีธรรมชาติในการเป็นผู้ชนะอยู่แล้ว และแมตช์นี้ก็เป็นครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ดาวเตะเลือดเฟร้านช์ รายนี้มีความสำคัญกับ “สิงโตน้ำเงินคราม” มากแค่ไหน

จังหวะในการเข้าสกัดบอลแบบตัวต่อตัว, การไล่บี้ วิล เฟร็ด ซาฮา และการช่วยทีมในการครองเกมต้องบอกว่ายอดเยี่ยมไร้ที่ติ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ยังคอยวิ่งไล่บี้ผู้เล่นทางกราบของคู่แข่ง แน่นอนว่าการเล่นแบบนี้ทำให้เขาสามารถจัดการกับเกมสวนกลับของ “ดิ อีเกิ้ลส์” ได้อยู่หมัด

ในส่วนของการเติมเกมบุก แม้ว่า ก็องเต้ อาจจะไม่ได้เฉียบคมมากนักในบริเวณพื้นที่สุดท้า แต่เทคนิคและสไตล์การเล่นของเขามักจะช่วยแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมได้อย่างต่อเนื่อง อย่างในจังหวะที่นักเตะส่งบอลให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และ เปโดร หลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้ อดีตแข้งเลสเตอร์ ยังมีความฉลาด และศักยภาพในการอ่านเกมด้วย

2.โมราต้ากลับมาแล้ว

อัลบาโร่ โมราต้า กลับมาคืนฟอร์มอีกครั้งหลังจากที่เจ้าตัวเหมาสองประตูในแมตช์ล่าสุด ช่วยทำให้เขาซัดไป 4 ประตูจากการลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 4 แมตช์หลังสุด

หัวหอกตัวเก่งซัด 2 ประตูทั้งในเกมอัด เซาธ์แฮมป์ตัน และ เบิร์นลี่ย์ ฉะนั้นนี่เป็นสัญญาณที่ดีที่อาจจะแสดงให้เห็นข่าวฟอร์มที่ฝืดเคืองของเขาที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นตอนที่ยิงได้แค่ประตูเดียวจากลงเล่นในครึ่งซีซั่นหลังเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา คงจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับ อดีตหัวหอก “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ก็คือเขาพลาดโอกาสที่จะทำแฮตทริก เพราะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ กองหน้าดีกรีทีมชาติสเปน ได้จังหวะหลุดเดียวแต่ดันชิพบอลไม่ผ่านมือ เวย์น เฮนเนสซี่ย์ นายทวารพาเลซ ไม่งั้นละสถิติสวยหรูกว่านี้อีก
3.เอแด็น อาซาร์ สุดยอดเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ในเวลานั้น เมาริซิโอ ซาร์รี่ ตัดสินใจส่ง เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม ลงสนาม แต่งงานนี้ในช่วง 25 นาทีสุดท้าย และเพียงแค่ไม่กีนาทีที่ อาซาร์ สัมผัสพื้นสนามเขาก็แอสซิสต์ให้ โมราต้า ตะบันตาข่ายให้ต้นสังกัดขึ้นนำ 2-1

แน่นอนว่า จอมทัพเลือดเบลเยียม เป็นผู้เล่นที่ “สิงห์บลูส์” ขาดไม่ได้จริงๆ และแมตช์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อาซาร์ ทำผลงานได้สุดยอดมากแค่ไหน ก็เหมือนคำพูดหลังเกมที่ ซาร์รี่ บอกว่าถึงนักเตะจะไม่สมบูรณ์แต่ขอให้มีชื่อเป็นตัวสำรอง ก็พร้อมลงสนามพลิกเกมให้ทีมได้เสมอ

4.ดาวิด ลุยซ์ เกือบทำทีมเสียศูนย์

แม้ว่าเกมรับของ เชลซี อาจจะไม่ค่อยได้เจอกับบททดสอบจากคู่แข่งมากนัก แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ควรจะเสียประตูจากจังหวะเพียงไม่กี่ครั้งที่ คริสตัล พาเลซ ขึ้นมาป่วนบริเวณพื้นที่สุดท้าย

ดูได้จากจังหวะที่ ทาวน์เซนด์ วิ่งฉีกหนีบริเวณพื้นที่ว่างระหว่าง ลุยซ์ กับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ซึ่งทั้งสองคนขยับขึ้นมาอยู่สูงเพื่อหวังเติมเกมบุก แน่นอนว่าจังหวะนี้ทั้งสองคนมีการสื่อสารที่ผิดพลาด และทำให้ทีมต้องเสียประตูอย่างไม่น่าเสีย
แม้ว่าตอนนั้น ลุยซ์ จะพยายามวิ่งไล่บี้ และเบียด ทาวน์เซนด์ แต่สภาพร่างกายของเขาสู้คู่แข่งไม่ได้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตู ต้องพลาดการทำคลีนชีตไปอย่างน่าเสียดาย

ก่อนหน้านี้ ซาร์รี่ เคยย้ำมาแล้วว่ากองหลังต้องพยายามเล่นให้คงเส้นคงวา และมีสมาธิกับเกม แต่กระนั้นเมื่อมองจากภาพรวมแล้วผลงานของ ดาวเตะเลือดบราซิเลียนก็ไม่ถึงกับเวลร้าย เพียงแต่ว่าในจังหวะสำคัญเขาไม่ควรพลาดไม่งั้นอาจสร้างความเสียหายให้กับทีม